Tuesday, June 27, 2017

ลำไส้รั่ว คือ อะไร???

คุณผู้อ่านเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์จัดหนักมั้ยคะ...เช่น ชอบกินหวานจัด...ดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์ จัดว่าเป็นขาประจำ และการงานทำให้เครียดจัดอยู่บ่อยๆ แต่รู้มั้ยว่าลำไส้ของเราคงไม่ชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้เป็นนิตย์แน่นอน...หากมีไลฟ์สไตล์จัดหนักบ่อยๆ ระวังลำไส้จะรั่วประท้วงเรานะคะ...
ลำไส้รั่ว คือ อะไร???

ลำไส้รั่วในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงลำไส้ทะลุนะคะ แต่เรียกให้ถูกคือ ลำไส้รั่วซึม เกิดจากลำไส้ทำงานผิดพลาด ไม่สามารถแยกแยะการดูดซึมหรือคัดกรองสารอาหารหรือสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ จึงเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเราเรียกภาวะความผิดปกติแบบนี้ว่า “Leaky Gut syndrome” หรือ “ลำไส้รั่วซึม” นั่นเอง ภาวะลำไส้รั่วซึมนี้ เซลล์จะยอมให้อาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ สารพิษ แบคทีเรีย หลุดผ่านผนังลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือดได้

ของเสียเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดก็เปรียบเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ร่างกายก็จะปฏิเสธและต่อต้าน ด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อมาต่อต้าน ผลที่ตามมาก็คือ อาการอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลเสียต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น

ลำไส้รั่ว คือ อะไร???
-เหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
-ไวต่อการเกิดปฏิกิริยากับอาหาร แพ้อาหารหลายชนิด
-อักเสบเรื้อรัง ปวดข้อ ข้ออักเสบ
-ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
-ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ สิวเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ

ลำไส้รั่ว คือ อะไร???

-หงุดหงิด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน
-สมาธิสั้น ความจำไม่ดี
-หายใจเร็วตื้น หายใจไม่อิ่ม
-เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายไม่ทน
-ระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง
การมีสุขภาพลำไส้ที่ดี ก็จะเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี มาดูแนวทางการรักษาภาวะลำไส้รั่ว ด้วย 4R ดังนี้

1.Remove : คือ การหลีกเลี่ยงหรือกำจัดต้นเหตุที่ทำลายลำไส้

      เป็นสิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ กำจัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เช่น แอลกอฮอล์ กลูเตน(สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนข้าวสาลี) ยาปฏิชีวนะ ยาต้านการอักเสบแบบไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAID) และอาหารที่แพ้ ซึ่งเราจะทราบได้จากการไปตรวจเลือด เพื่อจะได้ทราบว่าอาหารชนิดใดบ้างที่รับประทานได้ ชนิดใดบ้างที่ควรงดและหลีกเลี่ยง

2.Replace : แทนที่ด้วยอาหารที่ช่วยซ่อมลำไส้

     เพิ่มอาหารหรือสารที่ทำให้เกิดกระบวนการย่อยอาหารได้อย่างสมบูรณ์ โดย
      -ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเพิ่มการรับประทานกากใยอาหาร เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานอย่างเป็นปกติ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง คีนัว ไซเลียมฮัสก์(Psyllium Husk) ผักผลไม้ชนิดต่างๆ
      -เอนไซม์ช่วยย่อย เช่น กรดไฮโดรคลอริก บีเทน (Betain เอนไซม์ช่วยย่อยจากสับปะรด) หรือสมุนไพรที่ช่วยการทำงานของลำไส้

3.Repopulate : เสริมสร้างแบคทีเรียชนิดดี และอาหารของมัน เพื่อปรับสมดุลของลำไส้ เช่น การรับประทานอินนูลิน
    -อินนูลิน เป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ปกติร่างกายจะย่อยและดูดซึมไม่ได้ แต่เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียชนิดดี
    -อินนูลินพบได้ในพืชหลายชนิด เช่น ชีคโอะริ (Chicory), หัวหอม, หน่อไม้ฝรั่ง, แก่นตะวัน (Jerusalem artichoke)

ลำไส้รั่ว คือ อะไร???

4.Repair : ซ่อมแซมด้วยอาหารเสริม
     ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นการให้สารอาหารหลากหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซม และฟื้นฟูผนังลำไส้ให้กลับคืนสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงดังเดิม ดังนี้
      -วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเค วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิค
      -สารแอนติออกซิแดนท์ เช่น เซเลเนียม แคโรทีนอยด์ กลูตามีน แกมมาออริซานอล ซิงค์ กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 3
     พอรู้แบบนี้แล้วเรายิ่งต้องดูแลลำไส้ของเราให้ดีนะคะ อาทิตย์หน้ามาทำความรู้จักกับ โพรไบโอติคส์ เชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อลำไส้กันบ้าง
      มาคุยเรื่องสุขภาพกับนกได้ที่แฟนเพจ FB:Health Society by Nok Chalida นะคะ พบกันใหม่อาทิตย์หน้าค่ะ

ลำไส้รั่ว คือ อะไร???

"นก" ชลิดา ตันติพิภพ

หากชอบเรื่องสุขภาพแนวที่นกนำเสนอนี้ สามารถคลิกดูเฟซบุ๊กแฟนเพจของนกที่ Health Society by Nok Chalida ได้นะคะ หรือติดตามรายการ Health Society สุขภาพดีเข้าเส้น ได้ทุกวันเสาร์สิบโมงเช้า ทางช่อง 13 ค่ะ

7 เคล็ดลับรับประทานให้ผิวดูเด็ก

ช่วงฤดูร้อนแบบนี้มักจะต้องมีกิจกรรมให้สาวๆ ได้ออกไปทำกลางแจ้งอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวทะเล เดินเล่น อาบแดดริมชายหาด หรือการว่ายน้ำคลายร้อน ซึ่งการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานในช่วงฤดูร้อนเช่นนี้ มักจะทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ และส่งผลให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัย ฝ้า กระ และจุดด่างดำตามมา ซีซั่นนี้ พญ.ฤดีรัศมิ์ ลี หรือ “หมอหยิน” จากยูอาร์ คลินิก (UR Clinic) เลยแนะนำเคล็ด (ไม่) ลับ เรื่องการดูแลผิวมาบอกต่อให้เหล่าสาวกคนรักความงามได้นำไปปรับใช้ช่วยในการเปลี่ยนผิวเสียให้กลับมาสวยอีกครั้ง ด้วยการรับประทานอาหาร 7 อย่าง เพื่อการบำรุงผิวให้สวยเป็นอมตะ
7 เคล็ดลับรับประทานให้ผิวดูเด็ก

    “หมอหยิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศาสตร์แห่งการชะลอวัย ดีกรีคุณหมอจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ รวมถึงด้านเวชศาสตร์การชะลอวัยและฟื้นฟูจากอเมริกัน บอร์ด สหรัฐอเมริกา เผย 7 เคล็ดลับการรับประทานอาหารเพื่อผิวเด็กดังนี้

1.มะเขือเทศ ในมะเขือเทศจะมีสารไลโคปีนที่มีวิตามินหลายชนิด อาทิ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค วิตามินเอ และวิตามินซี ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และยังปกป้องผิวจากรังสียูวี ช่วยให้ผิวขาวเปล่งปลั่งและกระจ่างใส
 2.เบต้าแคโรทีน อาหารผิวชนิดนี้สามารถพบได้ในผักและผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง และสีแดง อาทิ แครอท ฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แตงโม แคนตาลูป มะละกอสุก รวมถึงผักที่มีสีเขียว อาทิ บร็อกโคลี่ มะระ ผักบุ้ง ต้นหอม ผักคะน้า และผักตำลึง ที่มีคุณสมบัติช่วยเรื่องการมองเห็นในที่มืดได้ดี และยังช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีได้อีกด้วย ส่งผลให้ผิวกระจ่างใสไร้ฝ้า กระ ที่เป็นปัญหาก่อกวนใจสำหรับสาวๆ 7 เคล็ดลับรับประทานให้ผิวดูเด็ก

  3.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อาทิ แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ผิว และปกป้องผิวจากรังสียูวี รวมถึงช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวพรรณขาวใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย และยังช่วยลดปัญหาสิว ริ้วรอย ฝ้า กระ และจุดด่างดำอีกด้วย

4.น้ำมะนาว น้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และลบเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ทำให้ใบหน้าขาวใสมีสุขภาพผิวที่ดี

 5.แอปเปิ้ลเขียว มีคุณสมบัติช่วยให้ขับถ่ายดี และมีสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีวิตามินซีสูง สามารถป้องกันผิว จากการเกิดฝ้าได้เป็นอย่างดีดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอิลาสตินในชั้นผิวให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอยก่อนวัย พร้อม บำรุงผิวให้ขาวกระจ่างใส

6.ตระกูลถั่ว อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง เมล็ดทานตะวัน และอัลมอนด์ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินอี และวิตามิน บี 12 ช่วยในการยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ และปกป้องผิวจากรังสียูวี จึงสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง รวมถึงทำให้ผิวชุ่มชื้นละชะลอการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี7 เคล็ดลับรับประทานให้ผิวดูเด็กและ

 7.น้ำเปล่า การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว สามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่ม น่าสัมผัส และยังช่วยขับ สารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ฝ้า กระ และผิวหมองคล้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จึงทำให้ผิวสดใสดูเปล่งปลั่งอยู่ ตลอดเวลา และยังทำให้ฝ้าดูจางลงได้อีกด้วย

เสียงข้อ บอกสุขภาพกระดูก

เคยได้ยินเสียงจากข้อกันไหม???.... เวลาทำกิจกรรมบางอย่างแล้วอาจจะได้ยินเสียงตามข้อต่างๆ ดังกรอบแกรบ เช่น เสียงจากเข่าขณะลุกเดินหรือยืดขา เสียงจากข้อเท้าเวลาขยับข้อเท้า หรือเสียงจากข้อไหล่เมื่อเอื้อมหยิบของ หากเคยได้ยินคุณคิดไหมว่าเสียงเหล่านั้นอาจจะกำลังบอกอะไรบางอย่างกับเราก็เป็นได้

         จากข้อมูลทางวิชาการ มีการระบุถึงสาเหตุของการเกิดเสียงตามข้อต่าง ๆ ว่ามาจากหลายปัจจัย ได้แก่ เกิดจากก๊าซในน้ำไขข้อกลายเป็นฟอง เช่น เมื่อหักข้อนิ้วมือทำให้ปลอกหุ้มข้อต่อขยายออก ในขณะที่แรงดันในข้อลดลง ก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำไขข้อจึงผุดเป็นฟองแล้วรวมตัวกันเป็นฟองก๊าซขนาดใหญ่ เมื่อยืดข้อต่อออกไปอีก น้ำไขข้อจะไหลกลับเข้าสู่ข้ออีกครั้ง ทำให้ฟองก๊าซขนาดใหญ่เหล่านั้นยุบลงเป็นฟองขนาดเล็กอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดเสียงดังภายในข้อ เกิดจากการเคลื่อนไหวของข้อ กระดูกอ่อน และเอ็นรอบๆ ข้อ ซึ่งมักจะเป็นบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า ข้อเสื่อมจนทำให้พื้นที่ผิวข้อขรุขระ เมื่อมีการเสียดสีกันจึงทำให้เกิดเสียง
          สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “ข้อเสื่อม” อันเป็นผลมาจากกระดูกอ่อนที่เชื่อมต่อข้อต่าง ๆ ผุพังหรือบางลง ทำให้กระดูกข้อต่อเสียดสีกันจนเกิดการอักเสบ จึงรู้สึกบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ปกติ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วอาการข้อเสื่อมมักมีสาเหตุมาจากวัยที่สูงขึ้นและการใช้งานข้อต่อต่าง ๆ อย่างหนักหรือหักโหมจนเกินไป
          จากสถิติคนไทยเป็นโรคข้อเสื่อมมากถึง 7 ล้านคน หรือร้อยละ 1 ของประชากรทั้งหมด และมักจะพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าผู้สูงวัยจะหลีกหนีจากโรคนี้ไม่ได้ เพราะศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอาการปวดข้อนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ดูแลร่างกายเป็นอย่างดีและถูกวิธี

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะได้ยินเสียงข้อต่อดังกรอบแกรบ ลองปฏิบัติตามข้อแนะนำ 4 ข้อนี้ แล้วโรคข้อเสื่อมจะไม่มากล้ำกรายแน่นอน
1. ควบคุมน้ำหนัก เพราะหนึ่งในสาเหตุใหญ่ของอาการข้อเสื่อม คือ ความอ้วน ยิ่งคุณมีน้ำหนักตัวมากเท่าไร ข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกายยิ่งต้องรับภาระอันหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นการช่วยทะนุถนอมข้อกระดูกทางหนึ่งด้วย
          2. อย่าอยู่ในท่าเดิมนานๆให้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง โดยเฉพาะท่าทางที่ผิดและส่งผลเสียต่อข้ออย่างการนั่งยอง ๆ หรือบางคนชอบยืนทิ้งน้ำหนักตัวไปด้านเดียว ซึ่งเป็นการสร้างภาระให้ข้อข้างนั้นรับน้ำหนักเพียงด้านเดียว รวมไปถึงการนั่งหลังงอและก้มหน้าทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ ก็เป็นผลเสียต่อข้อต่อบริเวณคอและกระดูกสันหลังส่วนเอว ดังนั้นไม่ว่าจะนั่ง นอน หรือยืนก็ควรอยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง และหมั่นขยับเขยื้อนตัว ยืดแขนยืดขาบ้างเพื่อบริหารข้อต่อให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ
 3. ไม่หักโหมออกกำลังกายจนเกินไป และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะหากออกกำลังกายหนักเกินไปจะส่งผลโดยตรงต่อข้อและกระดูก แต่หากอยากออกกำลังกายจริง ๆ ควรทำควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อจะช่วยแบ่งเบาภาระต่าง ๆ ของข้อต่อ เมื่อร่างกายต้องเคลื่อนไหวรุนแรง โดยเฉพาะการมีกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังที่ดี จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังรับภาระการเคลื่อนไหวและแรงต่าง ๆ น้อยลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสื่อมได้มาก
4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดบ่อยเกินความจำเป็น เช่น สเตียรอยด์แบบฉีดเพื่อลดการอักเสบของข้อ เพราะหากใช้บ่อย ๆ อาจมีผลต่อข้อกระดูก ทำให้ข้อเสียและกระดูกบางลงได้
         โรคข้อเสื่อม หากไม่ป้องกันนอกจากจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันผิดเพี้ยนไปแล้ว ยังเป็นโรคที่ยากจะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติ ดังนั้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เริ่มดูแลรักษาข้อให้อยู่ในสภาพดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต.

แก้นิสัยบ้างาน ปรับชีวิตสู่สมดุล

 ช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบทุกวันนี้ ทุกอาชีพล้วนมีความเครียดไม่ต่างกัน นอกจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวันจนรายได้วิ่งตามรายจ่ายไม่ทัน ยังจะมีปัญหาสังคมและครอบครัวให้ต้องกังวลเพิ่มขึ้นไปอีก พอต้องเจอกับงานกองท่วมหัวก็ยิ่งเครียดเข้าไปแบบคูณสอง และยิ่งความเครียดรุมล้อมมากเท่าไร โอกาสที่โรคร้ายจะรุมเร้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
  นพ.ธรณัส กระต่ายทอง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ และเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เตือนว่า ความเครียดไม่เพียงทำให้สูญเสียพลังงาน แต่ยังนำมาซึ่งโรคร้าย เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร และไมเกรน ซึ่งหากพูดกันตามหลักวิชาการแล้ว ความเครียดเป็นปฏิกิริยาของสมองที่แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ แต่ละคนทนต่อความเครียดได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาแตกต่างกันไป โดยมากมักจะปวดหัวหรือปวดท้อง ส่วนเรื่องอันตรายก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียดว่ามากน้อยแค่ไหน และความอดทนของแต่ละบุคคล

ปกติแล้วในออฟฟิศทั่วไปมักจะมีคนที่เครียดจนเป็นโรคซึ่งเกี่ยวเนื่องจากความเครียดอยู่ประมาณร้อยละ 20 และอีกกว่าร้อยละ 10 เป็นพนักงานที่ไม่เครียด แต่ที่ยังไม่ค่อยทราบกันคือ กว่าร้อยละ 60-70 ของพนักงานออฟฟิศมีอาการเจ้าปัญหาที่แฝงมากับความเครียดโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ปัญหาต่อมหมวกไตล้า
     “ปัญหาต่อมหมวกไตล้าเกิดจากอาการเครียดที่มากเกินไปจนต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียดขึ้นมามากหรือน้อยผิดปกติ ซึ่งหากร่างกายเรามีฮอร์โมนตัวนี้มากไปจะเป็นฮอร์โมนทำลายล้าง แต่ถ้ามีน้อยจะทำให้รู้สึกไม่มีแรง ดังนั้น เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องความเครียด คุณหมอจึงประเมินจากฮอร์โมนตัวนี้เป็นหลัก ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ นอนไม่พอ หิวของหวาน อยากของเค็ม ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะฮอร์โมนคอร์ติซอลต่ำ สามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ฮอร์โมนหรือให้สารบางอย่างที่ช่วยปรับให้ความเครียดต่ำลงและทำให้ต่อมหมวกไตทำงานได้ดีขึ้น แต่หากตรวจแล้วฮอร์โมนปกติ ทางด้านร่างกายไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย นั่นอาจจะบอกได้ว่าคุณมีอาการเครียดจากจิตใจ บางคนจิตใจเครียดจนเกิดความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น ย้ำคิดย้ำทำ ระแวงเกินไป หรือมีปัญหาที่รบกวนคุณภาพชีวิตอย่างการนอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้ จนกลายเป็นอาการทางประสาทหรือโรคทางจิตเวช ซึ่งต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโดยการใช้ยาหรือจิตบำบัดตามแต่อาการ” คุณหมอกล่าว 
คุณหมอธรนัศ ชี้ว่าไม่ว่าจะเครียดทางกายหรือทางจิตใจ เราก็สามารถป้องกันไม่ให้หนักเกินไปจนกลายเป็นโรคได้ด้วยการปรับสมดุลให้ชีวิต โดยเบื้องต้นให้ลองสังเกตดูว่าคุณทำงานเยอะไปจนรบกวนนาฬิกาชีวิตของตัวเองหรือเปล่า สัญญาณที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือการนอน โดยทั่วไปแล้วคนเราต้องทำงานเช้าถึงเย็น กลางคืนคือเวลาพักผ่อน แต่หากยังฝืนทำงานต่อจนดึกดื่นจะรบกวนระบบร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ และมีความเครียด จนเกิดอาการนอนหลับไม่สนิท ฝันร้าย หลับๆ ตื่นๆ นอนเท่าไรก็ไม่พอ หากมีอาการเหล่านี้จำเป็นต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวเองโดยด่วน ให้รู้จักแบ่งเวลา วางแผนชีวิตในแต่ละวันว่าจะทำอะไรแค่ไหน ให้เวลากับการทำงานแล้วก็ต้องมีเวลาส่วนตัว รวมถึงเวลาออกกำลังกาย นอกจากนี้ควรวางแผนรวมไปถึงเรื่องอาหารการกินด้วย เพื่อปรับสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ
    “หากเกิดอาการเครียดแล้ว แนะนำให้สวดมนต์และทำสมาธิ หรือออกกำลังกายแบบ Breathing Exercise ได้แก่ โยคะ ไทชิ เพราะมีผลการศึกษาวิจัยแล้วว่าช่วยให้หายเครียดได้จริง แต่ไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหม เช่น วิ่งมาราธอน ต่อยมวย เพราะยิ่งทำให้ระดับความเครียดสูงขึ้นอยากให้คนทำงานทุกคนเข้าใจไว้ว่า งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทำงานหนักได้ แต่ต้องดูแลและใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองให้ดีด้วย ถึงจะเป็นชีวิตที่สมดุลอย่างแท้จริง” ผู้เชี่ยวชาญแนะ.

ปกป้องลูกน้อยรับเปิดเทอม ด้วยการดื่มน้ำ

ความกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมมักจะเป็นเรื่องขณะที่ลูกๆ อยู่ที่โรงเรียนจะไม่สามารถดูแลและเตือนลูกให้ดื่มน้ำได้ตลอดเวลา เด็กๆ จะเป็นอย่างไร จะได้รับน้ำอย่างเพียงพอหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ คิดส์ จึงได้จัดงาน “แบ็ค ทู สคูล กับฮีโร่เติมความสดชื่น” ขึ้น เชิญกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม มาให้ความรู้คุณพ่อคุณแม่ในการสร้างนิสัยลูกให้ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันเพราะร่างกายประกอบด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์

 รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เปิดเผยว่า พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆ มักเป็นห่วงว่าเวลาลูกอยู่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการเจ็บป่วยบ่อยๆ เพราะเด็กมักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากการติดเชื้อจากเพื่อน หรือเป็นลมแดดจากการอยู่กลางแจ้ง ซึ่งโรคทางเดินหายใจดูจะเป็นปัญหาสุขภาพที่พ่อแม่เป็นกังวลอันดับต้นๆ ได้แก่ ภูมิแพ้ หวัด ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย นอกจากนี้ ถ้าเด็กๆ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการหรือการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งเรื่องไม่มีสมาธิในการเรียน ความจำไม่ดี ไม่คล่องแคล่ว และอารมณ์ไม่คงที่อีกด้วย
"อาการเหล่านี้ สามารถป้องกันได้ หรือหากเป็นแล้วก็สามารถบรรเทาได้ด้วยธรรมชาติบำบัดด้วยการดื่มน้ำคุณภาพในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายของเด็กในวัยเรียนประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน โดยแนะนำให้จิบน้ำเรื่อยๆ ระหว่างวัน เริ่มตั้งแต่หลังตื่นนอน หลังมื้ออาหาร 3 มื้อ เติมความสดชื่นระหว่างช่วงพักเรียน ระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างอ่านหนังสือ และก่อนเข้านอนเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์ในร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เพียงพอก็จะช่วยสร้างสมดุลในร่างกาย เช่น เมื่อเป็นไข้ น้ำสามารถช่วยขับความร้อนออกมากับปัสสาวะ นอกจากการดื่มน้ำแล้ว การรับประทานอาหารให้มีประโยชน์ครบถ้วน 5 หมู่ การพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างเพียงพอก็เป็นเรื่องสำคัญ” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
     และเพื่อลดความกังวลของพ่อแม่ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ แนะเคล็ดลับดังนี้ เริ่มจาก ปลูกฝังให้ลูกดื่มน้ำเปล่าจนเป็นนิสัยตั้งแต่ยังเด็กๆ โดยพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี คืนความสดชื่นให้ร่างกายด้วยการเตรียมน้ำดื่มให้ลูกพกติดตัวไปโรงเรียน ด้วยภาชนะที่พกพาสะดวก หรือกระติกน้ำลวดลายการ์ตูนดึงดูดความสนใจเด็ก เน้นย้ำให้คุณครูช่วยกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำระหว่างคาบเรียน พร้อมกับสอนให้เด็กๆ สังเกตตัวเองว่าดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่อย่างง่ายๆ ด้วยการดูที่ผิวหนังว่า ผิวแห้งหรือปากแห้งหรือไม่ หากผิวแห้งปากแห้งควรรีบดื่มน้ำให้เพียงพอโดยทันที หรือดูจากสีของปัสสาวะหากสีเหลืองเข้มแสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ สุดท้าย สอนให้ลูกเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ เช่น นม ต้มจืด ข้าวต้ม หรือซุป เพื่อให้ได้รับน้ำและสารอาหารจากอาหารที่หลากหลาย

Comments System

Disqus Shortname