ช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบทุกวันนี้
ทุกอาชีพล้วนมีความเครียดไม่ต่างกัน
นอกจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวันจนรายได้วิ่งตามรายจ่ายไม่ทัน
ยังจะมีปัญหาสังคมและครอบครัวให้ต้องกังวลเพิ่มขึ้นไปอีก
พอต้องเจอกับงานกองท่วมหัวก็ยิ่งเครียดเข้าไปแบบคูณสอง
และยิ่งความเครียดรุมล้อมมากเท่าไร
โอกาสที่โรคร้ายจะรุมเร้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
นพ.ธรณัส กระต่ายทอง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
และเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน เตือนว่า
ความเครียดไม่เพียงทำให้สูญเสียพลังงาน แต่ยังนำมาซึ่งโรคร้าย เช่น
โรคหัวใจ โรคความดัน โรคกระเพาะอาหาร และไมเกรน
ซึ่งหากพูดกันตามหลักวิชาการแล้ว
ความเครียดเป็นปฏิกิริยาของสมองที่แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกัน
หรืออีกนัยหนึ่งคือ แต่ละคนทนต่อความเครียดได้ไม่เท่ากัน
ดังนั้นร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาแตกต่างกันไป
โดยมากมักจะปวดหัวหรือปวดท้อง
ส่วนเรื่องอันตรายก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียดว่ามากน้อยแค่ไหน
และความอดทนของแต่ละบุคคล
ปกติแล้วในออฟฟิศทั่วไปมักจะมีคนที่เครียดจนเป็นโรคซึ่งเกี่ยวเนื่องจากความเครียดอยู่ประมาณร้อยละ
20 และอีกกว่าร้อยละ 10 เป็นพนักงานที่ไม่เครียด
แต่ที่ยังไม่ค่อยทราบกันคือ กว่าร้อยละ 60-70
ของพนักงานออฟฟิศมีอาการเจ้าปัญหาที่แฝงมากับความเครียดโดยไม่รู้ตัว
นั่นคือ ปัญหาต่อมหมวกไตล้า
“ปัญหาต่อมหมวกไตล้าเกิดจากอาการเครียดที่มากเกินไปจนต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล
หรือฮอร์โมนเครียดขึ้นมามากหรือน้อยผิดปกติ
ซึ่งหากร่างกายเรามีฮอร์โมนตัวนี้มากไปจะเป็นฮอร์โมนทำลายล้าง
แต่ถ้ามีน้อยจะทำให้รู้สึกไม่มีแรง ดังนั้น
เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องความเครียด
คุณหมอจึงประเมินจากฮอร์โมนตัวนี้เป็นหลัก ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
นอนไม่พอ หิวของหวาน อยากของเค็ม ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะฮอร์โมนคอร์ติซอลต่ำ
สามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ฮอร์โมนหรือให้สารบางอย่างที่ช่วยปรับให้ความเครียดต่ำลงและทำให้ต่อมหมวกไตทำงานได้ดีขึ้น
แต่หากตรวจแล้วฮอร์โมนปกติ ทางด้านร่างกายไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย
นั่นอาจจะบอกได้ว่าคุณมีอาการเครียดจากจิตใจ
บางคนจิตใจเครียดจนเกิดความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น ย้ำคิดย้ำทำ
ระแวงเกินไป หรือมีปัญหาที่รบกวนคุณภาพชีวิตอย่างการนอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้
จนกลายเป็นอาการทางประสาทหรือโรคทางจิตเวช
ซึ่งต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโดยการใช้ยาหรือจิตบำบัดตามแต่อาการ”
คุณหมอกล่าว
คุณหมอธรนัศ ชี้ว่าไม่ว่าจะเครียดทางกายหรือทางจิตใจ เราก็สามารถป้องกันไม่ให้หนักเกินไปจนกลายเป็นโรคได้ด้วยการปรับสมดุลให้ชีวิต โดยเบื้องต้นให้ลองสังเกตดูว่าคุณทำงานเยอะไปจนรบกวนนาฬิกาชีวิตของตัวเองหรือเปล่า
สัญญาณที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือการนอน
โดยทั่วไปแล้วคนเราต้องทำงานเช้าถึงเย็น กลางคืนคือเวลาพักผ่อน
แต่หากยังฝืนทำงานต่อจนดึกดื่นจะรบกวนระบบร่างกาย ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ
และมีความเครียด จนเกิดอาการนอนหลับไม่สนิท ฝันร้าย หลับๆ ตื่นๆ
นอนเท่าไรก็ไม่พอ หากมีอาการเหล่านี้จำเป็นต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวเองโดยด่วน
ให้รู้จักแบ่งเวลา วางแผนชีวิตในแต่ละวันว่าจะทำอะไรแค่ไหน
ให้เวลากับการทำงานแล้วก็ต้องมีเวลาส่วนตัว รวมถึงเวลาออกกำลังกาย
นอกจากนี้ควรวางแผนรวมไปถึงเรื่องอาหารการกินด้วย
เพื่อปรับสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ
“หากเกิดอาการเครียดแล้ว แนะนำให้สวดมนต์และทำสมาธิ หรือออกกำลังกายแบบ
Breathing Exercise ได้แก่ โยคะ ไทชิ
เพราะมีผลการศึกษาวิจัยแล้วว่าช่วยให้หายเครียดได้จริง
แต่ไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหม เช่น วิ่งมาราธอน ต่อยมวย
เพราะยิ่งทำให้ระดับความเครียดสูงขึ้นอยากให้คนทำงานทุกคนเข้าใจไว้ว่า
งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทำงานหนักได้
แต่ต้องดูแลและใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองให้ดีด้วย
ถึงจะเป็นชีวิตที่สมดุลอย่างแท้จริง” ผู้เชี่ยวชาญแนะ.

No comments:
Post a Comment